วันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2554
Promenada Resort Mall Chiang Mai
อีซีซี กรุ๊ป ทุ่ม 2,800 ล. เปิด พรอมเมนาดา รีสอร์ท มอลล์ เชียงใหม่
อีซีซี กรุ๊ป ทุ่ม 2,800 ล้าน เปิด พรอมเมนาดา รีสอร์ท มอลล์ เชียงใหม่ คาด เปิดตัว “รีสอร์ท มอลล์ครั้งแรกในไทย” ภายในครึ่งปีแรก 2554
นายเชียร์ท ควันท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่ม อีซีซี กรุ๊ปผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำระดับโลกและรีสอร์ทมอลล์ครั้งแรกในไทย เปิดเผยถึงความคืบหน้าของโครงการพรอมเมนาดา รีสอร์ทมอลล์ เชียงใหม่ เพิ่งได้ทำพิธีวางศิลาฤกษ์บริเวณพื้นที่โครงการฯ พร้อมลงนามในสัญญาเป็นหุ้นส่วนร่วมกับ ดร. วัชระ ตันตรานนท์ จาก วี กรุ๊ป ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของเชียงใหม่เมื่อเร็วๆ นี้
“การที่เรามีโอกาสได้ร่วมกับวีกรุ๊ป เชียงใหม่ในครั้งนี้ จะทำให้เราสามารถสร้างประสบการณ์ในการช้อปปิ้งที่แตกต่างและสุดพิเศษ ในแบบที่เราต้องการจะเห็นจากโครงการ พรอมเมนาดา รีสอร์ทมอลล์ เชียงใหม่” นายเชียร์ทกล่าว “อีซีซี อินเตอร์เนชั่นแนล เรียลเอสเตท มีความชำนาญในด้านการพัฒนาโครงการช้อปปิ้งมอลล์ในระดับโลก เป็นที่ยอมรับในความสำเร็จมาตลอดระยะเวลา 20 ปี เมื่อมาลงทุนในไทยก็สรรหาพันธมิตรที่จะมีความรู้ความเข้าใจและมีความแข็ง แกร่งในตลาด เพื่อจะสามารถส่งเสริมกันและกันได้อย่างลงตัว ซึ่งเป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่ได้ วีกรุ๊ป เชียงใหม่เป็นพันธมิตร”
ด้วยองค์ประกอบที่ลงตัว ก่อเกิดเป็นศูนย์การค้าสไตล์รีสอร์ทมอลล์ครั้งแรกของประเทศไทย “พรอมเมนาดา รีสอร์ทมอลล์ เชียงใหม่” ที่ผสานช้อปปิ้งมอลล์แบบเปิดสไตล์รีสอร์ทเข้ากับอาคารช้อปปิ้งแบบปิด ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 58 ไร่ ด้วยเงินลงทุนกว่า 2,800 ล้านบาท บนถนนเชียงใหม่-สันกำแพงสายใหม่ เชื่อมระหว่างซูเปอร์ไฮเวย์กับวงแหวนรอบกลาง “บริเวณนี้ถือเป็นแหล่งที่เติบโตเร็วมากที่สุดแห่งหนึ่งในเชียงใหม่และมีศักยภาพในการเติบโตต่อไปอีกมากเพราะมีการขยายตัวทั้งในด้านธุรกิจและในแง่ที่พักอาศัย เป็นศูนย์กลางของการขยายตัวของเมืองใหม่ สำหรับขณะนี้ มีโครงการที่พักอาศัยเกิดใหม่กว่า 80 โครงการ มีผู้ที่มีกำลังซื้อทั้งคนไทยและต่างชาติที่มีรายได้ระดับกลาง-บน กว่า 11,000 ครัวเรือน นอกจากจะไปมาสะดวกทั้งจากในเมืองและสนามบินแล้ว ยังสามารถเดินทางมาจากจังหวัดใกล้เคียงอย่างง่ายดายไม่ว่าจะเป็นลำพูนหรือลำปาง เป็นต้น” นายเชียร์ทกล่าว
พรอมเมนาดา รีสอร์ทมอลล์ เชียงใหม่ เป็นช้อปปิ้งมอลล์ในสไตล์รีสอร์ท ด้วยคอนเซ็ปต์ “มากกว่าการช้อปปิ้ง” ที่ลงตัวด้วยความร่มรื่นด้วยสวนสวยและพื้นที่สีเขียวพร้อมแลนด์สเคปที่เหมาะเจาะ ตอบสนองความต้องการได้ทั้งในแง่ความสะดวกสบายในการจับจ่ายใช้สอยและความต้องการไลฟ์สไตล์ที่ใกล้ชิดธรรมชาติโดยยังคงความสนุกสนานมีสีสันในแบบของชีวิตคนเมือง โดยผู้เช่าหลักในกลุ่มซูเปอร์มาร์เก็ตคือ ริมปิง ซูเปอร์สโตร์ ซึ่งมีความโดดเด่น แตกต่าง ด้วยสินค้าที่มีให้เลือกหลากหลายจากทั่วทุกมุมโลกและยังมีความเป็นเอกลักษณ์ของเชียงใหม่ทั้งในแง่การตกแต่งและจัดวาง
นอกเหนือจาก ริมปิง ซูเปอร์สโตร์ แล้ว พรอมเมนาดา รีสอร์ทมอลล์ เชียงใหม่ ยังมีส่วนพื้นที่ร้านค้าปลีกและคีออสเก๋ รายล้อมตามทางเดินกว่า 350 ร้าน ด้วยสินค้าอันหลากหลาย ซึ่งรวบรวมไว้ทั้งแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักระดับโลก และแบรนด์ระดับท้องถิ่นที่สร้างประสบการณ์แตกต่างในการจับจ่ายใช้สอยอย่างแท้จริง
“สิ่งที่พรอมเมนาดา รีสอร์ทมอลล์ เชียงใหม่ จะนำเสนอคือความแตกต่างในประสบการณ์การใช้ชีวิต ไม่เพียงแต่จะนำเสนอการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความสงบรีแลกซ์ ใกล้ชิดธรรมชาติด้วยสวนสวยและบรรยากาศแบบรีสอร์ท และยังตกแต่งภายในอาคารที่สุดฮิป เปี่ยมด้วยสีสัน ความสนุกสนานเพลิดเพลิน แต่ยังเน้นความแตกต่างด้วยการเลือกร้านค้า” นายเชียร์ท กล่าว ความตั้งใจของเราคือต้องการจะเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับทั้งผู้ประกอบการท้องถิ่นและผู้ประกอบการระดับประเทศ โดยเป็นศูนย์กลางที่ทำให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นมีโอกาสที่จะแสดงให้คนภายนอกเห็นศักยภาพ เพื่อเติบโตไปพร้อมๆ กัน” นายเชียร์ทกล่าวต่อ “ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไปอย่างมากในช่วงที่ผ่านมานี้ อีซีซีจึงต้องการตอบสนองการใช้ชีวิตที่ต่างไปนี้ด้วยการเปิดตัวพรอมเมนาดา รีสอร์ทมอลล์ เชียงใหม่ ที่ไม่เพียงเน้นสินค้าและแบรนด์ที่แตกต่างหลากหลายมีเอกลัษณ์เฉพาะตัว เพื่อให้ครอบคลุมความต้องการในทุกจังหวะชีวิตของลูกค้า แต่พรอมเมนาดาจะยังเป็นที่ที่คนสามารถแสดงออกถึงความต้องการความเป็นตัวตนหรือมาแสวงหาสถานที่ที่จะช่วยชาร์จแบตฯ สร้างความสดชื่นรื่นรมย์”
พรอมเมนาดา รีสอร์ทมอลล์ เชียงใหม่ ให้ความสำคัญกับการออกแบบที่ดึงธรรมชาติมาใกล้ชิดเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต ลูกค้าสามารถช้อปปิ้งก่อนออกไปรีแลกซ์ท่ามกลางสวนสวยขนาดใหญ่หรือนั่งชิลบนเทอร์เรซริมน้ำ ซึ่งการออกแบบอาคารเองก็จะเน้นการผสานความเป็นท้องถิ่นเข้ากับความทันสมัยแบบตะวันตก เพื่อสร้างความผสมผสานอันลงตัวที่อบอุ่น เป็นกันเอง ใกล้ชิดธรรมชาติด้วยต้นไม้และพื้นที่สีเขียว แต่ยังคงไว้ซึ่งความทันสมัย มีสีสัน เปี่ยมด้วยชีวิตชีวาสไตล์คนเมือง เป็นการสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งและการใช้ชีวิตที่กลมกลืนและลงตัว”
พรอมเมนาดา รีอสอร์ทมอลล์ เชียงใหม่ จะเป็นอาคาร 3 ชั้น ด้วยขนาดพื้นที่ราว 92,000 ตร.ม. โดยชั้น 1 จะเป็นพื้นที่จอดรถที่กว้างขวาง สามารถรองรับรถได้ถึง 1,200 คันซึ่งสามารถขยายเพิ่มเติมได้ ส่วนชั้น 2-3 จะเป็นส่วนพื้นที่เช่าโดยมีพื้นที่เช่าสุทธิราว 52,000 ตร.ม. “ด้วยโลเกชั่นที่เป็นต่อ การเดินทางแสนสะดวกและประสบการณ์ในการช้อปปิ้งที่แตกต่าง ผมเชื่อมั่นว่าพรอมเมนาดา รีสอร์ทมอลล์ เชียงใหม่ จะได้รับการตอบรับที่ดีจากทั้งคนเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียงมากพอกับจากนักท่องเที่ยวอย่างแน่นอน” นายเชียร์ทกล่าวสรุป ทั้งนี้ โครงการพรอมเมนาดา รีสอร์ทมอลล์ เชียงใหม่ คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดภายในไตรมาส 2 ของปี 2555
Credit : Kenos ( Skyscrapercity )
Asiatique the Riverfront Community Mall Charoenkrung
ทีซีซีแลนด์"ทุ่ม2หมื่นล้านบุกไลฟ์สไตล์มอลล์
"ทีซีซี แลนด์" ธุรกิจอสังหาฯของเสี่ยเจริญ สิริวัฒนภักดี กางแผนลงทุน ปี"54-55 งัดแลนด์แบงก์ 72 ไร่ มูลค่า 6 พันล้านบาท ย่านเจริญกรุง ผุดไลฟ์สไตล์มอลล์แบรนด์ใหม่ "เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์" ควบขยายสาขา "ดิจิตอล เกตเวย์" บนที่เช่าย่านเอกมัย เบื้องต้นคาดต้องใช้งบฯลงทุนรวม 1-2 หมื่นล้านบาท ประเดิมตอกหมุดเฟสแรกโครงการโอเพ่นมอลล์ซอยเจริญกรุง 72-76 พื้นที่ 30,000 ตารางเมตร เตรียมเปิดบริการ ธ.ค.นี้
นายปณต สิริวัฒนภักดี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส กลุ่มบริษัท ทีซีซี แลนด์ จำกัด ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์กลุ่มโครงการรีเทล (ค้าปลีก) และโรงแรมของตระกูลสิริวัฒนภักดี กล่าวว่า ช่วง 2 ปีนี้ (2554-2555) ทีซีซีแลนด์วางแผนพัฒนาโครงการรีเทลใหม่ 2 โปรเจ็กต์ ได้แก่ 1) โครงการ "เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์" โอเพ่นมอลล์บนที่ดินติดแม่น้ำเจ้าพระยาในย่านเจริญกรุง และ 2) โครงการดิจิตอล เกตเวย์ เอกมัย ศูนย์ขายสินค้าไอที ติดสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสเอกมัย
โดยหลังจากทั้ง 2 โครงการเปิดให้บริการ จะทำให้มีพื้นที่โครงการรีเทลในพอร์ตทั้งหมดเพิ่มขึ้นอีก 130,000 ตารางเมตร รวมเป็น 700,000 ตารางเมตร แบ่งเป็นโครงการเอเชียทีคฯ มีพื้นที่ 30,000 ตารางเมตร และโครงการดิจิตอล เกตเวย์ เอกมัย มีพื้นที่ 100,000 ตารางเมตร ทั้ง 2 โครงการกำหนดเปิดบริการภายเดือนธันวาคมนี้ และภายในไตรมาส 2 ปีหน้า ตามลำดับ
สำหรับโครงการเอเชียทีคฯ จะพัฒนาบนที่ดินติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา รวมเนื้อที่กว่า 72 ไร่ ในย่านถนนเจริญกรุง ซึ่งเป็นที่ดินเก่าที่ซื้อเก็บไว้นานแล้ว ตั้งอยู่ระหว่างซอยเจริญกรุง 72-76 มีหน้ากว้างติดแม่น้ำ 300 เมตร รูปแบบโครงการพัฒนาเป็นโอเพ่นมอลล์ หรือมอลล์เปิดโล่ง สไตล์โคโลเนียล (รัชกาลที่ 5) ภายใต้คอนเซ็ปต์ "เฟสติวัล มาร์เก็ต แอนด์ ลิฟวิ่ง มิวเซียม" (Festival Market and Living Museum) ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย
ในอนาคตเมื่อเปิดให้บริการ จะเป็นแหล่งรวมสินค้าและบริการหลากหลาย ได้แก่สินค้าตกแต่งบ้าน แฟชั่น เครื่องประดับ ร้านอาหาร แหล่งบันเทิง แผนพัฒนาจะมี 4 เฟส แบ่งที่ดินเฟสแรก จำนวน 28 ไร่ มาพัฒนาโครงการเอเชียทีคฯก่อน มีพื้นที่โครงการรวม 30,000 ตารางเมตร จำนวน 1,500 ร้านค้า พร้อมที่ดินจอดรถกว่า 2,000 คัน โดยใช้งบฯลงทุนเฉพาะค่าก่อสร้าง 1,000 ล้านบาท ไม่นับรวมมูลค่าที่ดินทั้งหมดกว่า 72 ไร่ อีกไม่ต่ำกว่า 6,000 ล้านบาท กำหนดเริ่มทยอยเปิดให้บริการได้ภายในเดือนธันวาคม 2554 ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 16.00-20.00 น.
"ที่ดินผืนนี้อยู่ในแหล่งประวัติเก่าแก่ โดยนักธุรกิจชาวเดนมาร์ก (มิสเตอร์ แอนเดอร์สัน) ได้เข้ามาก่อสร้างท่าเรือเอเชียทีคเพื่อขนส่งสินค้าตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 สภาพที่ดินมีสิ่งปลูกสร้างเป็นอาคารคลังสินค้าเก่าอยู่ เราจึงเลือกที่จะออกแบบโดยคงสภาพท่าเรือและสิ่งปลูกสร้างส่วนใหญ่ไว้ เพื่อผสมผสานกลิ่นอายความเป็นตะวันออกและตะวันตกเข้าด้วยกัน"
แนวคิดโครงการเอเชียทีคฯ แบ่งพื้นที่เป็น 4 ย่าน คือ 1) ย่านเจริญกรุง ประกอบด้วยร้านจำหน่ายของตกแต่งบ้าน ของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยว และร้านอาหารชั้นนำกว่า 700 ร้านค้า และโรงละครกว่า 400 ที่นั่ง สำหรับแสดงหุ่นละครเล็กโจหลุยส์ หรือโชว์คาลิปโซ่ คาบาเรต์
2) ย่านกลางเมือง เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมกลางแจ้งกว่า 2,000 ตารางเมตร โซนอินเตอร์เนชั่นแนลฟู้ดเซอร์คัส รวบรวมร้านอาหารอร่อยจากทั่วโลก 3) ย่านโรงงาน เป็นแหล่งพบปะสังสรรค์ที่รวบรวมร้านอาหาร ผับ และร้านค้ามีสไตล์ สินค้าแฟชั่น ของประดับตกแต่งกว่า 1,000 ร้านค้า และ 4) ย่านริมน้ำ ประกอบด้วยร้านอาหารสไตล์เก๋ หลากหลายทั้งสไตล์ญี่ปุ่น อิตาเลียน ไทย จีน และซีฟู้ด
ความคืบหน้าโครงการ ปัจจุบันเริ่ม งานก่อสร้างแล้วกว่า 20-30% โดยในวันลอยกระทงปีนี้ บริษัทจะจัดอีเวนต์ล่องแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อประชาสัมพันธ์โครงการ ก่อนเปิดให้บริการภายในเดือนธันวาคมนี้ โดยจะเปิดบริการพื้นที่ "ย่านเจริญกรุง-ย่านริมน้ำ" ก่อน จากนั้นจะทยอยเปิดตัว "ย่านกลางเมือง-ย่านโรงงาน" ภายในมีนาคม 2555
ล่าสุดมีร้านค้าสนใจจองพื้นที่แล้ว กว่า 90% ร้านค้าเป็นขนาดมาตรฐานพื้นที่เฉลี่ย 5 ตารางเมตร คิดค่าเช่าเฉลี่ยตารางเมตรละ 1,000-2,000 บาท ระยะเวลาตามสัญญาเช่าตั้งแต่ 3-9 ปี โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแรกเข้า แต่จะใช้วิธีเก็บค่ามัดจำเท่ากับอัตราค่าเช่า 4 เดือน กรณีย้ายออกจะคืนเงินส่วนนี้ให้กับร้านค้า
ลูกค้าเป้าหมายแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มคนไทยที่ทำงานในละแวกนี้ อายุตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป มีรายได้ปานกลาง ต้องการสถานที่พบปะสังสรรค์ 2) กลุ่มนักท่องเที่ยวคนไทยและต่างชาติที่ต้องการแหล่งพักผ่อนที่ไม่ใช่ห้างสรรพสินค้า โดยก่อนหน้านี้ บริษัทได้สำรวจความต้องการกลุ่มลูกค้าผ่านบริษัททัวร์ และสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ก็เห็นด้วยที่จะมีโครงการลักษณะนี้เกิดขึ้น โดยประมาณการว่าจะมีลูกค้าเฉลี่ยวันละ 15,000-20,000 ราย และจะสร้างรายได้จากค่าเช่าเฉลี่ยปีละ 300-400 ล้านบาท
นายณภัทร เจริญกุล ผู้อำนวยการโครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ บริษัท ทีซีซี แลนด์ รีเทล จำกัด กล่าวเสริมว่า นโยบายการพัฒนาที่ดินเจริญกรุงกว่า 72 ไร่ ที่ผู้บริหารกลุ่มบริษัททีซีซีแลนด์วางไว้ จะแบ่งการพัฒนาเป็น 4 เฟส เฟสแรก เป็นโครงการโอเพ่นมอลล์ (เอเชียทีค) เฟส 2 น่าจะเป็นโครงการมอลล์ เบื้องต้นกำหนดว่าจะต้องมีคอนเซ็ปต์ต่างจากเฟสแรก อาคารอเนกประสงค์ และอาจจะมีโรงแรม ซึ่งอาจจะเริ่มได้ภายในปี 2556
เฟส 3 น่าจะเป็นแหล่งดึงดูนักท่องเที่ยว (Tourist attraction) เช่น จุดชมวิว เป็นต้น และเฟสสุดท้าย จะเป็นโรงแรม โดยในมาสเตอร์แปลนที่ดินกว่า 72 ไร่ เบื้องต้นกำหนดว่าน่าจะต้องมีโรงแรมอย่างน้อย 2 อาคาร เบ็ดเสร็จคาดว่าจะใช้เงินพัฒนารวมทั้งหมด 10,000-20,000 ล้านบาท และใช้เวลาพัฒนารวม 10-15 ปี
Credit : Napoleon,Jarcje ( Skyscrapercity )
: ประชาชาติธุรกิจ
วันศุกร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
Park Village พระราม 2

Park Village เป็นศูนย์การค้าแบบ Lifestyle Mall คือไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานที่ช็อปปิ้งเพียงอย่างเดียว ประกอบด้วยร้านอาหาร ร้านค้า ร้านสะดวกซื้อ และบริการหลากหลายรูปแบบ นอกจากนั้น Park Village ยังให้บริการที่พักระดับพรีเมี่ยม ทั้งในรูปแบบห้องเช่าพักรายวัน รายเดือน และรายปี บริหารงานโดยบริษัท เอส.ที. ธรรมพร จำกัด
Type of Center : Lifestyle Center & Residence
Location : Rama II Soi 56
Gross size of center : 19,000 SQ.M.
Gross Leasable area : 5,000 SQ.M.
Number of Parking : 400 Cars.
Grand Opening Day : April 2010
Anchor Tenants : O2 Fitness and Babies Genius
Tenants : Squeeze
Top charoen Vision
Honey House Trendy Shop
Gela’Bella
Bo hairdresser
I Chi ice
การผสมผสานกันระหว่างร้านอาหารชั้นนำ, ร้านค้าจำหน่ายสินค้า ฟิตเนส และบริการหลากหลาย ตลอดจนกิจกรรมที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ต่างๆนั้น ถือเป็นจุดดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่กำลังมองหาทางเลือกของไลฟ์สไตล์สมัยใหม่และที่ พาร์ควิลเลจ พระราม 2 เราได้นำสิ่งต่างๆเหล่านี้มารวมกันให้คุณสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกสบาย
นอกจากจะสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างทั่วถึง พาร์ควิลเลจ พระราม 2 ยังมีความภาคภูมิใจที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนาความเป็นอยู่ รวมไปถึงสิ่งแวดล้อมและความสวยงามน่าอยู่ของชุมชนละแวกนี้ให้ดียิ่งๆขึ้น อีกทั้งยังกล่าวได้ว่าโครงการพาร์ควิลเลจ พระราม 2 จะช่วยสร้างโอกาสการทำงานให้แก่ผู้คนในชุนชนนี้ และก่อให้เกิดการลงทุนซึ่งจะนำมาซึ่งการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืนต่อไป
เราได้แบ่งพื้นที่ธุรกิจทั้งหมดออกเป็น 3 โซนหลักดังที่อธิบายไว้ด้านล่างนี้เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้สนใจเช่าเข้าใจถึงแนวคิด(คอนเซ็ปต์)ของโครงการอย่างไรก็ดีสำหรับผู้ประกอบกิจการซึ่งไม่ตรงกับโซนเหล่านี้ยังมีโอกาสที่จะได้พื้นที่ซึ่งจัดไว้สำหรับร้านค้าเบ็ดเตล็ดในจุดต่างๆทั่วโครงการ ได้แก่ ร้านเสื้อผ้า/กระเป๋า ร้านกิ๊ฟชอฟ ร้านหนังสือ ธนาคาร ร้านดอกไม้ ตลอดจนสินค้าและบริการเพื่อความสะดวกอื่นๆ
Restaurant Zones: ชั้น 2ของ อาคารA และอาคาร B(เชื่อมต่อกันด้วยสะพาน SKY BRIDGE)
แนวคิดของโซนอาหารนี้จะเน้นสุนทรียภาพของการนัดพบกับเพื่อนฝูง ญาติมิตร หรือเพื่อนร่วมงาน ในพื้นที่ซึ่งตกแต่งแบบสบายๆ ให้คุณได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศ และลิ้มรสชาดของอาหารและเครื่องดื่มหลายหลายประเภท ได้แก่ ทะเล มังสวิรัติ นานาชาติ ไทย จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ฝรั่ง ฟิวชั่น เพื่อสุขภาพ เป็นต้น ซึ่งสิ่งประกอบเหล่านี้จะยังให้โซนอาหารเป็นจุดดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาที่ พาร์ควิลเลจ และนอกเหนือจากโซนอาหารโดยเฉพาะแล้ว โครงการยังมีพื้นที่สำหรับร้านไอศกรีม ขนม เครื่องดื่ม และคาเฟ่ ในจุดอื่นๆที่เข้าถึงได้สะดวก
Health and Beauty Zone: ชั้น 3 ของอาคาร B
โซนเพื่อสุขภาพและความงาม ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้ทางเข้าฟิตเนส จัดเป็นโซนสำหรับร้านเสริมสวย ร้านทำเล็บ ร้านขายวิตามิน อาหารเสริม เครื่องสำอางค์ สปา อุปกรณ์และเสื้อกีฬา เป็นต้น
Learning Zone: ชั้น 1 และ 2 ของอาคาร C
โซนแห่งการเรียนรู้เนื่องจากอาคาร C อยู่ใกล้กับโรงเรียนและโรงพยาบาลโซนนี้ถูกจัดขึ้นเพื่อเน้นสินค้าและบริการที่เกี่ยวกับเด็กแต่ก็ไม่ลืมการเรียนรู้ของผู้ใหญ่เพราะเราเชื่อว่าการเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ที่มีคุณภาพธุรกิจที่เหมาะสมกับโซนนี้ได้แก่ พัฒนาการเด็ก เนอสเซอรี่ ติวเตอร์ ของเล่น เสื้อผ้าเด็กหรือ สอนภาษา ดนตรี ศิลปะ งานฝีมือ ให้กับทั้งเด็กและผู้ใหญ่เป็นต้น
พาร์ควิลเลจ พระราม 2 ตั้งอยู่บนถนนพระรามที่ 2 เพียง 3 กิโลเมตรจากทางด่วนเฉลิมมหานคร และเพียง 2 กิโลเมตรจากถนนกาญจนาภิเษก (วงแหวน) อีกทั้งตั้งอยู่บนใจกลางโซนธุรกิจหลักบนถนนพระรามที่ 2 โดยโครงการมีพื้นที่เชื่อมติดกับโรงพยาบาลนครธน และโรงเรียนจารุวัฒนานุกุล และแวดล้อมด้วยสถานที่ต่างๆในบริเวณรัศมี 1 กิโลเมตร อันได้แก่ เซ็นทรัลพระราม 2 ที่ว่าการเขตบางขุนเทียนและสถานที่ราชการอื่นๆ โฮมโปร บิ๊กซี และโรงเรียนอีกหลายแห่งในขณะที่เทสโก้โลตัส และคาร์ฟูร์ อยู่ห่างออกไปเพียง 2 กิโลเมตร
ด้วยทำเลที่อยู่ในศูนย์กลางของกลุ่มธุรกิจ และการเดินทางที่สะดวกสบาย ทำให้พาร์ควิลเลจ พระราม 2 เป็นที่น่าสนใจสำหรับกลุ่มลูกค้าดังต่อไปนี้
- กลุ่มลูกค้าระดับ B ถึง A ที่พักอาศัยอยู่ในละแวกพระราม 2
- พนักงานจาก องค์กร บริษัท และห้างร้านในละแวกนี้
- บุคลากร และผู้มาติดต่อ โรงพยาบาลนครธน และที่ว่าการเขตบางขุนเทียน
- คณะครูอาจารย์ ผู้ปกครอง และนักเรียน จากโรงเรียนใกล้เคียง
- ชุมชนโดยรอบ ได้แก่ เอกชัย บางบอน และพระราม2ตอนใต้ไปจนถึงสมุทรสาคร
วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2553
การตลาดและสภาวะการแข่งขันค้าปลีก ตอนสุดท้าย
กลุ่มลูกค้าจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มได้แก่
1) กลุ่มลูกค้าผู้เช่าพื้นที่หลัก (Anchor Tenant) ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าที่ทำธุรกิจประเภทซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านขายสินค้าเฉพาะอย่าง (Category Killer) โดยกลุ่มลูกค้าผู้เช่าพื้นที่หลักนี้จะเป็นสิ่งดึงดูด (Magnet) ผู้เช่าพื้นที่ร่วม (Co-Tenant) รายอื่นๆ ให้เข้ามาเช่าพื้นที่ส่วนอื่นๆ ภายในโครงการ
2) กลุ่มลูกค้าผู้เช่าพื้นที่ร่วม (Co-Tenant) ซึ่งจะประกอบด้วย ร้านค้าต่างๆ เช่น ร้านอาหาร ร้านขายยา ร้านให้เช่าวีดีโอ ร้านซักรีด ร้านขายหนังสือ ร้านขายดอกไม้ ธนาคาร และ ร้านค้าปลีกอื่นๆ เป็นต้น
ตารางแสดงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่มาใช้บริการในศูนย์การค้า
การตลาดและสภาวะการแข่งขันค้าปลีก ตอนที่6
กลยุทธ์การแข่งขัน
1. ต้องมุ่งเน้นเรื่องการออกแบบรูปแบบ (Concept) ของศูนย์การค้าที่ทันสมัยเข้ากับแนวโน้มใหม่ๆ ที่โดดเด่น มีการผสมผสานของผู้เช่า (Tenant Mix) ที่ดี และเป็นที่ต้องการของลูกค้าผู้ที่เช่าพื้นที่ (ผู้ค้าปลีก) และลูกค้าของผู้ค้าปลีก (ผู้บริโภค) เป็นอย่างดี โดยให้ความสำคัญกับการติดตามสถานการณ์ ความเคลื่อนไหว และแนวโน้มของธุรกิจศูนย์การค้า และธุรกิจค้าปลีกอย่างใกล้ชิด
2. ต้องมุ่งเน้นเรื่องการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้เช่าพื้นที่ทุกราย โดยการติดตามผลการดำเนินการของร้านค้าปลีกในศูนย์อย่างใกล้ชิด จัดรายการส่งเสริมการขาย (Promotion) เพื่อเพิ่มยอดขายแก่ผู้เช่าพื้นที่เป็นระยะๆ แก้ไขปัญหาของผู้เช่าพื้นที่อย่างรวดเร็ว นอกเหนือจากนี้ บริษัทยังรักษาจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ โดยไม่ทำธุรกิจที่แข่งขันกับลูกค้าผู้เช่าพื้นที่ภายในศูนย์ ไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบโครงการ และสร้างสิ่งปลูกสร้างใดๆ ในอนาคตที่จะเป็นอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจของผู้เช่าพื้นที่ทุกราย ตลอดอายุสัญญาเช่า
3. ต้องมุ่งเน้นที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างรวดเร็ว โดยให้ความสำคัญในการพัฒนาระบบการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอยู่ตลอดเวลา ทั้งในด้านการสรรหาพื้นที่เพื่อดำเนินโครงการตามความต้องการของลูกค้า การติดต่อประสานงานกับหน่วยงานราชการและผู้ที่เกี่ยวข้อง การควบคุมดูแลการก่อสร้างให้ได้มาตรฐาน และเสร็จตามเวลาหรือก่อนเวลาที่กำหนด เพื่อให้เราและลูกค้าผู้เช่าพื้นที่ได้รับประโยชน์สูงสุด นอกจากนี้ยังต้องว่าจ้างนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ สถาปนิก ผู้รับเหมาก่อสร้าง บริษัทรักษาความปลอดภัย บริษัทรักษาความสะอาด และที่ปรึกษาอื่นๆ ที่มีมาตรฐาน และมีความเป็นมืออาชีพสูง เพื่อรักษาคุณภาพการให้บริการให้ดีที่สุด
4. ต้องไม่เร่งรับพัฒนาและบริหารโครงการมากจนเกินกว่าที่จะสามารถควบคุมมาตรฐานในการดำเนินธุรกิจได้ การจะขึ้นโครงการเพิ่มเติมก็ต่อเมื่อมั่นใจว่า มีจำนวนบุคลากรที่มีความสามารถและมีประสบการณ์เพียงพอที่จะรักษามาตรฐานในการดำเนินธุรกิจให้อยู่ในระดับเดิมหรือดีขึ้นกว่าเดิมเท่านั้น
นโยบายด้านราคา
ในการกำหนดราคาค่าเช่าพื้นที่ และค่าบริการจากผู้เช่าพื้นที่ ในแต่ละโครงการ ต้องพิจารณาจากหลายๆ ปัจจัยประกอบกัน เช่น ทำเลและที่ตั้งของโครงการ ระดับค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์แต่ละประเภทในบริเวณใกล้เคียง ต้นทุนค่าเช่าที่ดิน ต้นทุนค่าพัฒนาพื้นที่ ต้นทุนค่าก่อสร้างอาคาร งานระบบ และพื้นที่ส่วนกลาง ประเภทธุรกิจของผู้เช่าพื้นที่ ปริมาณการเช่าพื้นที่ ระดับชั้น (Floor) ในอาคาร ระยะเวลาของสัญญาเช่าพื้นที่ ประเภทธุรกิจของผู้เช่า (ผู้เช่าหลัก หรือผู้เช่าร่วม) และผลตอบแทนจากการลงทุน
ทั้งนี้ต้องไม่มีนโยบายการตัดราคาค่าเช่าและค่าบริการเพื่อดึงผู้เช่าพื้นที่เข้าศูนย์ แต่จะใช้การออกแบบรูปแบบของศูนย์ตามแนวโน้มใหม่ๆ ที่โดดเด่น มีระดับเหมาะสมกับระดับรายได้ของประชากรในพื้นที่ มีการผสมผสานของผู้เช่าพื้นที่ (Tenant Mix) อย่างลงตัว ทำให้ผู้ค้าปลีกมั่นใจว่าจะสามารถดำเนินธุรกิจค้าปลีกได้ประสบผลสำเร็จในพื้นที่ศูนย์การค้าของโครงการ
การตลาดและสภาวะการแข่งขันค้าปลีก ตอนที่5
ในธุรกิจพัฒนาและบริหารศูนย์การค้าในประเทศไทย มีการแข่งขันกันสูงในรูปแบบของศูนย์การค้าแบบปิด สำหรับศูนย์การค้าแบบเปิด มีการแข่งขันปรับตัวสูงขึ้นแต่ไม่สูงนักเนื่องจากมีจำนวนคู่แข่งน้อยราย ซึ่งไม่ได้เป็นผู้ประกอบการพัฒนาและบริหารศูนย์การค้าแบบเปิดโดยเฉพาะ บางรายเป็นเจ้าของที่ดินที่มีเงินลงทุนสูง แต่ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจโดยตรง
การดำเนินธุรกิจพัฒนาและบริหารศูนย์การค้า มีความจำเป็นต้องใช้ประสบการณ์และความรู้พื้นฐานอย่างสูง เช่น
1. การเลือกที่ดินที่เหมาะสมในการดำเนินธุรกิจ
2. การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางธุรกิจ
3. การติดตามแนวโน้มใหม่ๆ ของธุรกิจ รวมถึงการผสมผสานของผู้เช่าพื้นที่ (Tenant Mix) ที่เหมาะสม
4. ความสัมพันธ์กับลูกค้าผู้เช่าพื้นที่ ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างความมั่นใจและความไว้วางใจให้กับลูกค้า ว่า
ลูกค้าจะสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างประสบผลสำเร็จในพื้นที่ศูนย์การค้าของบริษัท โดยบริษัทผู้พัฒนาและ
บริหารศูนย์การค้าไม่ควรทำธุรกิจแข่งขันกับผู้เช่าพื้นที่ ไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบโครงการ และสร้างสิ่งปลูกสร้าง
ใดๆ ในอนาคตที่จะเป็นอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจของผู้เช่าพื้นที่ทุกราย ตลอดอายุสัญญาเช่าระยะยาว 10 -
30 ปี นอกเหนือจากนี้ยังต้องมี
5. ความรู้และประสบการณ์ในด้านการบริหารพื้นที่ส่วนกลาง (Common Area Maintenance หรือ
CAM) ภายในศูนย์ให้ราบรื่นและเป็นระเบียบเรียบร้อย
จำนวนคู่แข่ง
คู่แข่งของ สามารถแบ่งเป็นคู่แข่งโดยตรงและคู่แข่งโดยอ้อม ซึ่งคู่แข่งในแต่ละประเภทจะมีขนาดของโครงการ รูปแบบของศูนย์การค้า กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และลักษณะอื่นๆ ที่แตกต่างกัน
คู่แข่งโดยตรง หมายถึง ผู้ประกอบการพัฒนาและบริหารศูนย์การค้า ซึ่งแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่
- ผู้ประกอบการพัฒนาและบริหารศูนย์การค้าแบบเปิด จำนวนผู้ประกอบการพัฒนาและบริหารศูนย์การค้าแบบเปิดในปัจจุบันมีไม่มากนัก ถึงแม้ว่าในปัจจุบันผู้ประกอบการหลายรายได้มีการพัฒนาศูนย์การค้าแบบเปิดในรูปแบบที่บริษัทดำเนินการอยู่ก็ตาม รวมทั้งผู้ประกอบการรายใหม่ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หรือทำธุรกิจค้าปลีกมาก่อน ก็ได้มีการขยายแนวทางในการดำเนินธุรกิจออกมา ตัวอย่าง เช่น
บริษัท ศรีศิริ ดีเวลอปเมนท์ จำกัด ผู้ประกอบธุรกิจรายใหม่ที่มุ่งพัฒนาและบริหารศูนย์การค้าแบบเปิด โดยได้เปิดตัวศูนย์การค้าชุมชนแห่งแรก ในช่วงปลายปี 2550 ภายใต้ชื่อ “เดอะ คอมพาวด์” (The Compound) ย่านถนนพระยาสุเรนทร์ รามอินทรา 109 โดยออกแบบเป็นแนว Modern Tropical
บริษัท เค.อี.แลนด์ จำกัด กลุ่มทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อีกรายที่ได้มีการพัฒนาศูนย์การค้าแบบเปิดรูปแบบ Community Mall ชื่อโครงการ เดอะ คริสตัล บริเวณริมถนนเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา เมื่อปลายปี 2550 นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาโครงการศูนย์ค้าปลีกรูปแบบใหม่ คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (Crystal Design Center) หรือ CDC ในพื้นที่ 70 ไร่บนถนนสายเดียวกัน ซึ่งจะเป็นกลุ่มของตกแต่งบ้าน ซึ่งได้เปิดตัวไปเมื่อกลางปี 2552
บริษัท สินธรณี พร๊อพเพอร์ตี้ จำกัด มีการพัฒนาและบริหารศูนย์การค้าแบบเปิด The Pavillion Place บนถนนเพชรเกษม 69 มีพื้นที่โครงการประมาณ 4 ไร่ สร้างให้เป็นอาคารแบบ Modern European Contemporary Style
บริษัท ปัญญาพร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ได้เปิดโครงการ Community Mall ช่วงปลายปี 2551 ภายใต้ชื่อของปัญญาวิลเลจ ที่ถนนรามอินทรา ก.ม.9
- ผู้ประกอบการพัฒนาและบริหารศูนย์การค้าแบบปิด ผู้ประกอบการพัฒนาและบริหารศูนย์การค้าที่เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป และยังคงขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เช่น กลุ่มเซ็นทรัล และกลุ่มเดอะ มอลล์ จะเน้นการพัฒนาและบริหารศูนย์การค้าแบบปิด ดังจะเห็นได้จากตารางถัดไป สำหรับคู่แข่งโดยตรงที่ทำธุรกิจศูนย์การค้าแบบปิดรายอื่นๆ ไม่ได้มีการขยายธุรกิจมากนัก บางรายอยู่ในระหว่างการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงศูนย์การค้าที่มีอยู่เดิมให้ดีขึ้น บางรายกำลังอยู่ระหว่างเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้ เป็นต้น
ทั้งนี้ กลุ่มผู้ใช้บริการหลักของศูนย์การค้าแบบเปิด ยังมีลักษณะที่แตกต่างไปจากกลุ่มผู้ใช้บริการหลักของศูนย์การค้าแบบปิด โดยกลุ่มผู้ใช้บริการหลักของศูนย์การค้าแบบเปิดจะต้องการความสะดวกรวดเร็ว ใช้เวลาไม่นานในการเข้ามาใช้บริการ แต่มาใช้บริการได้บ่อยครั้ง เนื่องจากมีที่จอดรถสะดวก เข้าถึงร้านค้าได้ทันที และเป็นทางผ่านก่อนกลับที่พักอาศัย ในขณะที่ศูนย์การค้าแบบปิดจะต้องใช้เวลาค่อนข้างมากในการเข้ามาใช้บริการเพื่อเลือกซื้อสินค้า ซึ่งส่งผลให้การหาที่จอดรถค่อนข้างลำบาก เนื่องจากผู้เข้ามาใช้บริการจะจอดรถไว้เป็นเวลานานตามการใช้เวลาในการเลือกซื้อสินค้าและบริการ โดยความถี่ในการเข้ามาใช้บริการจะไม่บ่อยครั้งนัก
คู่แข่งโดยอ้อม หมายถึง ผู้ค้าปลีกที่ดำเนินการพัฒนาและบริหารศูนย์การค้าเอง เช่น เทสโก้ โลตัส คาร์ฟูร์ บิ๊กซี เป็นต้น
การดำเนินการพัฒนาและบริหารศูนย์การค้าเองของผู้ค้าปลีก อาจจะมีผลกระทบต่อบริษัทในแง่การแข่งขันในการจัดหาที่ดินเพื่อดำเนินการโครงการใหม่และการดึงผู้บริโภคและผู้ค้าปลีกในกรณีที่ผู้ค้าปลีกเปิดดำเนินการศูนย์การค้าใหม่ในบริเวณใกล้เคียงกับศูนย์การค้านั้นๆ อย่างไรก็ตามถ้าสามารถดำเนินการพัฒนาและบริหารศูนย์การค้าใหม่ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ให้กับผู้ค้าปลีกได้มากขึ้น คู่แข่งโดยอ้อมเหล่านี้จะลดจำนวนลง
วันอาทิตย์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2553
การตลาดและสภาวะการแข่งขันค้าปลีก ตอนที่4
ธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทยยังคงมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้ธุรกิจพัฒนาและบริหารศูนย์การค้ามีแนวโน้มที่จะขยายตัวไปในทิศทางเดียวกัน ผู้ค้าปลีกที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยอยู่แล้ว มีแผนที่จะขยายสาขาต่อไปอย่างต่อเนื่อง เช่น เทสโก้ โลตัส และบิ๊กซี มีแผนที่จะขยายสาขาในรูปแบบศูนย์การค้าแบบเปิดที่ โดยได้มีการพัฒนารูปแบบธุรกิจประเภทซูเปอร์มาเก็ตเพิ่มเติม เพื่อรองรับกฎหมายค้าปลีก นอกจากนี้ วิลล่า มาร์เก็ต และ จัสโก้ ผู้ค้าปลีกประเภทซูเปอร์มาร์เก็ต ก็มีแผนที่จะขยายสาขาไปกับทางบริษัทต่อไป ส่วนผู้ค้าปลีกรายอื่นๆ ในต่างประเทศ ก็มีแผนที่จะเข้ามาเปิดตลาดในประเทศไทย เช่น ร้านขายยา ร้านขายเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น
ตารางแสดงจำนวนสาขาของซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านขายสินค้าลดราคา ร้านขายสินค้าเฉพาะอย่าง
และร้านค้าสะดวกซื้อ ในประเทศไทย ปี 2547-2552
ที่มา : Thailand Retail Food Sector Report 1999-2001, USDA Global Agriculture
Information Network (GAIN Report)
: http://www.tescolotus.net
: http://www.bigc.co.th
: http://www.carrefour.co.th
: http://th.wikipedia.org/wiki/เซเว่น_อีเลฟเว่น
: http://www.tops.co.th
: http://www.powerbuy.co.th
: http://www.homepro.co.th
แนวโน้มของธุรกิจในอนาคตจะมีการกระจายของศูนย์การค้าแบบเปิดออกไปทั่วกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะศูนย์การค้าชุมชนซึ่งมีจำนวนน้อยมากในต่างจังหวัด ตามแนวโน้มของประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกามีศูนย์การค้าแบบเปิดมากกว่าร้อยละ 95 ของศูนย์การค้าทั้งหมด
นอกเหนือจากนี้จะมีศูนย์การค้าแบบเปิดหลากหลายประเภทมากขึ้น เช่น ศูนย์การค้าชุมชนขนาดใหญ่ (Community Center) ศูนย์รวมสินค้าเฉพาะอย่าง (Power Center) ศูนย์การค้าไลฟ์สไตล์ (Lifestyle Center) ศูนย์การค้าของผู้ผลิต (Factory Outlet Center) ตามความต้องการที่หลากหลายมากขึ้นของผู้บริโภค
โดยทั่วไปแล้ว ผู้ค้าปลีกต้องการที่จะให้ผู้ประกอบการพัฒนาและบริหารศูนย์การค้า ดำเนินการบริหารโครงการให้ เนื่องจากผู้ค้าปลีกมีความต้องการมุ่งเน้นที่ธุรกิจหลักแต่เพียงอย่างเดียว ไม่ต้องการยุ่งยากในการบริหารศูนย์การค้าซึ่งไม่ใช่ธุรกิจหลัก ซึ่งเป็นไปตามรูปแบบการดำเนินการศูนย์การค้าในประเทศที่พัฒนาแล้ว ปัจจุบันมีผู้ประกอบการพัฒนาและบริหารศูนย์การค้าในประเทศที่มีความสามารถและมีมาตรฐานสากลจำนวนน้อย โดยเฉพาะผู้ประกอบการพัฒนาและบริหารศูนย์การค้าแบบเปิด ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ค้าปลีกในการขยายสาขาจำนวนมาก

















